Kagerou Days II -a headphone actor- (Reminiscence Forest)

 

 

 

 

 

 

"นี่.. พี่ชาย มองจากตรงนี้แล้วเหมือนพี่กำลังเดือดเป็นน้ำร้อนเลยนะ
....แล้วเสื้อผ้าพวกนั้นมันไม่ได้ดูดีเลยแม้แต่นิด”

 

ตั้งแต่ผมเพ้อไปคนเดียวกับความคิดในหัว คนที่เดินอยู่ข้างๆ คือน้องสาวของผม
[โมโมะ] เริ่มบ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องกับผม

 

 

ปีนี้น้องสาวผมเด็กกว่าผมประมาณสองปี และเพิ่งจะอายุ 16
นานมาแล้ว.. ไม่สิ จริงๆแล้วมันแค่ไม่กี่ปีผ่านมาต่างหาก ที่น้องสาวที่น่ารักของผม
เริ่มเรียกผมด้วยเสียงหวานๆว่า “พี่ชาย พี่ชาย”

 

ตั้งแต่เธอเข้าเรียนมัธยม ท่าทีของเธอก็เปลี่ยนไปทันที

เธอเริ่มเอาแต่ใจตัวเอง แต่นั่นมันก็นิสัยของผู้หญิงวัยมัธยมทั่วไปนั่นแหละ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคิดว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ เธอกลับกลายเป็นไอดอล

และได้รับความนิยมมากมายเหลือล้น  คิดดูสิ ตอนนี้มีแต่โปสเตอร์ของเธอติดเต็มเมืองไปหมด

 

 

ผมเองก็ดีใจเหมือนที่น้องสาวของผมก้าวหน้าไปถึงขนาดนั้น แต่ช่องว่างระหว่างพวกเราค่อยๆ กว้างขึ้น

จนกระทั่งตอนนี้ พวกเราแทบจะไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย

 

ยังไงก็เถอะ กิจกรรมของไอดอลค่อนข้างดูเคร่งเครียดสำหรับเธอ

และหลังจากได้คุยกับผู้จัดการส่วนตัวของเธอเมื่อวาน เธอจึงได้พักผ่อนในวันหยุดบ้าง

 

ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ เธอจึงเลือกจะหาเพื่อนในกลุ่ม

[Mekakushi Dan] เหมือนกับพี่ชายของเธอ แต่ผมรู้สึกกังวลอยู่นิดหน่อยนะ

 

-ผมพูดว่า “เฮ้ เหงื่อไหลจนชุดเปียกหมดแล้ว ถอดออกเถอะ

ฉันไม่ได้จะแข่งกับคนที่อดทนได้นานกว่าอย่างเธอหรอกนะ”

 

 

 

 

 

มันก็ถูกถ้าเทียบกับอากาศในตอนนี้ และจำนวนเหงื่อที่ไหลโชกนั่น แม้แต่ใต้เสื้อเนื้อผ้าแบบนักบอล (เจอร์ซีย์)

ของผมยังรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในห้องอบซาวน่าเลย

 

เป็นความคิดที่ดีถ้าผมจะถอดมันออก แต่ผมไม่อยากให้ผิวโดนแสงแดดไหม้ไปซะก่อน สำหรับผมแล้ว

ผมเป็นพวกที่ชอบแฟชั่นเสื้อผ้าเนื้อแบบนี้แหละ ดังนั้นผมคงไม่ถอดมันออกหรอก

 

เหตุผลที่ผมชอบเสื้อแบบนี้น่ะเหรอ เพราะเพื่อนของผม (ผู้หญิง) บอกกับผมว่า

“ชินทาโร่คุง เสื้อเจอร์ซีย์ดูเหมาะกับนายมากเลยล่ะ!”

แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าคำชมนั้นจะต้องคำสาปซะแล้วล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

“นี่~…. พี่ชาย! ฟังอยู่รึเปล่าน่ะ! ฉันบอกว่าตัวพี่กำลังเดือดเหมือนน้ำร้อนเลยนะ”

 

ได้แต่ฟังเธอพูดไม่ยอมหยุดซักที เหมือนกำลังเธอกำลังระบายอารมณ์กับผมเพราะอากาศร้อนนรกนี่น่ะ

 

ผมเข้าใจความรู้สึกเธอดี เพราะผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน  แต่ผมเริ่มรู้สึกเบื่อๆแล้วล่ะ

เลยเลือกที่จะเดินหนีเสียงบ่นของน้องสาวผม

 

“มันไม่ได้ยุ่งยากกับฉันสักเท่าไหร่หรอก ยังไงก็เถอะ เธอใส่เสื้อผ้าแบบนั้น

เหมือนกับเป็นพวกนักโทษในรายการวาไรตี้โชว์เลยนะ”

เสื้อปาร์เกอะ (โค้ทผ้าร่ม) ที่โมโมะใส่อยู่นั้นมีคำว่า “national isolation”

ที่แปลว่า “นักโทษระดับชาติ” พิมพ์ตัวใหญ่อยู่กลางหน้าอก
 และเสื้อตัวนั้นมันก็ไม่ได้เหมาะกับนักร้องเท่าไหร่

 

ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าล่ะก็ พวกเขาอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า

“คนๆนั้นต้องทำเรื่องไม่ดีร้ายแรงแน่ๆเลย” อะไรประมาณนั้น

 

 

“อะไรนะ! พี่ไม่เห็นเหรอว่าเสื้อตัวนี้น่ะน่ารักขนาดไหน แหงล่ะ พี่มันพวกไม่มีรสนิยมแม้แต่นิดเดียว!

ยังไงก็เถอะ เสื้อเจอร์ซีย์ของพี่ล่ะ?  จะเป็นพวกคณะตลก หรือจะไปทำฟาร์ม

ร้องไห้ซาบซึ้งให้กับผักรสชาติเยี่ยมแบบนั้นสินะ"

 

ชัดเลยว่าโมโมะชอบเสื้อตัวนั้นมากขนาดไหน ดูจากที่เธอเถียงกลับอย่างฉะฉานขนาดนั้น

แต่ผมจำเป็นต้องปกป้องเกียรติของเสื้อเจอร์ซีย์ ผมแพ้ไม่ได้!

 

งั้นผมคงต้องใช้ไพ่ใบนี้แล้วล่ะ! : [จุดอ่อนของโมโมะ]

 

“เงียบไปเลย พี่รู้นะว่าเธอน่ะแอบดูวีดีโอเกมคนเดียวทุกคืน น่าสะพรึงจริงๆ

แถมยังแอบกินปลาหมึกทอดในขณะที่ปิดไฟในห้องแบบนั้น เธอเป็นยัยแก่รึไง?”

 

จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้อยากจะใช้แผนนี้นักหรอก แต่ดูเหมือนโมโมะจะเริ่มอดทนขึ้นเล็กน้อยแล้ว

 

 

 

 

“นาย....นายรู้ได้ยังไงน่ะ!”

 

ท่าทางมั่นใจของโมโมะผลันหายไปทันที หน้าซีดๆของเธอกลับแดงระเรื่อขึ้นมาแทนที่

 

แน่นอนว่าไม่จบแค่นี้ ผมบุกต่อทันที

 

“อ้อ! ก็แค่ตอนที่พี่จะไปห้องน้ำ พี่ผ่านหน้าห้องเธอแล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะแปลกๆ แบบ… ‘เฮะ เฮะเฮะเฮ่ะ’

แถมประตูยังแง้มเปิดไว้ พี่เลยมองเห็นข้างในห้องได้ไงล่ะ”

 

เมื่อผมพูดจบ โมโมะก็ยืนนิ่งไปเลย

 

หึ ผมชนะ แต่ถึงยังไง เธอก็ไม่ใช่คนที่ถูกกับผมสักเท่าไหร่

 

 

 

 

 

“นาย…นายมันแย่ที่สุด! ฉันไม่เชื่อหรอก ยังไงก็เถอะ พี่ชาย พี่เป็นคนเดียวที่ดูวิดีโอโป๊ตลอดเวลาไม่ใช่รึไง!

เอเนะจังเป็นคนบอกฉันนะ!!  “ความใคร่ของมาสเตอร์นี่ไม่เคยหมดสักที” เธอบอกแบบนั้น มันน่าอายไม่ใช่รึไง!”

 

โดนสวนกลับแค่ครั้งเดียวทำเอาผมรู้สึกเหมือนกับโดนสอยร่วงตกลงจากแท่นผู้ชนะลงสู่ห้วงนรกลึกสุดขอบโลก

เหงื่อแตกจากอากาศร้อนผลันกลับเป็นเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง

 

“พะ…พูดอะไรน่ะ…!”

“เรื่องจริงใช่มั้ยล่ะ หรือจะเถียง!”

“หมะ...หมายความว่ายังไงน่ะ...... โอ้... เข้าใจล่ะ หมายถึงตอนที่ฉันคลิกโฆษณาบ้าๆพวกนั้นใช่มั้ย.. ใช่มั้ย!

ทุกคนก็รู้จักผิดพลาดกันทั้งนั้น อย่างน้อยก็คนละครั้ง!”

 

“โอ้? ถ้าอย่างงั้นวันนึงนายทำผิดไปกี่ครั้งแล้วล่ะ? เอเนะจังบอกฉันว่า

“มาสเตอร์ชอบออกจากห้องไปพร้อมกับสีหน้าแปลกๆ บ่อยๆ”…”

 

เสียงหวอรถพยาบาลดังกระหึ่มอยู่เต็มหัวผมเลยล่ะตอนนี้

 

มันต้องไม่มีเรื่องผิดพลาดสิ! แต่ตอนนี้ ผม คิซารากิ ชินทาโร่ กำลังตกอยู่ในอันตรายมหันต์ 

ผมอยากจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วเขวี้ยงออกไปให้ไกลเท่าที่จะทำได้

แต่ว่าตอนนี้คงต้องเปลี่ยนประเด็นแล้วล่ะ เพราะโมโมะกำลังจ้องมาที่ผมเหมือนกับผมเป็นขยะเปียกยังไงยังงั้น

 

มันต้องมีโอกาสสิ..

 

 

 

 

มันต้องมีอะไรบางอย่างสิ!!

 

“ดูเหมือนว่าพวกนายกำลังคุยกันสนุกๆเลยนี่นา หวังว่าสองพี่น้องจะยังรักกันดีนะ!”

 

“โอ้ย!”

 

ในที่สุดก็มีบางคนตบหลังผม ทำให้ผมสะดุ้งตกใจเป็นบ้าเลย

 

 

 

 

ผมหันหลังกลับไปดูทันที ชายหนุ่มหุ่นดี ใส่ชุดจั้มสูทสีเขียวพร้อมกับแบกอะไรบางอย่างสีขาวที่น่าจะดูนุ่มนิ่มอยู่ข้างหลัง และมองมาทางนี้ด้วยรอยยิ้มที่สดใส

 

ชายหนุ่มคนนี้เองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ [Mekakushi Dan] เหมือนกัน

 

ถ้าคิดดีๆ ชายคนนี้มักจะเดินตามพวกเราตลอดเวลา นั่นก็หมายความว่าเขาต้องได้ยินสิ่งที่เราคุยกันแน่นอน..

หรือว่าเขาจะพยายามช่วยผมจากการโจมตีของน้องสาวผมนะ?

 

“…นาย….อ๊ะ! คุณ [เซตโตะ] นี่นา!”

 

ผมพยายามจะเปลี่ยนเรื่องโดยการพูดชื่อของชายคนนั้นให้ผิดไป ใช่แล้ว ผมตั้งใจพูดให้ผิด

เพื่อเป็นการเปลี่ยนเรื่องยังไงล่ะ แต่ตอนนี้ ผมโดนโมโมะแทงศอกอย่างจัง

ผมโอดร้อง แถมยังมีลมพุ่งออกมาจากปากของผมด้วย

 

“เขาชื่อ [เซ็ตโตะ] ต่างหากล่ะ พวกเราเพิ่งแนะนำตัวกันไปเมื่อเช้าเองนะ โธ่ พี่ชาย

พี่ไม่เคยจำชื่อคนได้เลยสักทีสินะ”

 

โมโมะจ้องเขม็งมาที่ผม ยังไงก็เถอะ เหมือนกับที่โมโมะพูดไปนั่นแหละ

แต่ตอนนี้พวกเราได้ยินเสียงอู้อี้ดังมาจากข้างหลังของชายคนนั้น

 

“...นั่นก็ผิดอีก เขาชื่อ [เซโตะ] ต่างหาก”

ด้านหลังไหล่ของชายที่ชื่อว่าเซโตะ มีเพียงดวงตาสีชมพูทั้งคู่มองออกมา

เจ้าของสิ่งนุ่มนิ่มสีขาว หรือก็คือผมยาวๆ สีขาว เธอคือ [มารี] เธอช่วยแก้ชื่อผิดพร้อมทำหน้ามุ่ยมองมาทางผม

“เขาชื่อ [เซโตะ] นายจะรู้สึกยังไงบ้างล่ะ ถ้าโดนคนเรียกชื่อผิดน่ะ?”

 

 

 

ระหว่างที่โดนมารีจ้องตาเขม็งมาทางพวกผม โมโมะก็เริ่มรู้สึกกลัว

 

ผมเห็นเธอเหลือบตามามองผมแว้บนึง

 

“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอกมารี ชื่อ [เซ็ตโตะ] เองก็ดูเท่ห์เหมือนกันนะ”

เซโตะปลอบเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

เธอยังคงทำหน้ามุ่ย แล้วซบหน้าลงไปที่ไหล่ของเซโตะ และเงียบไปสักพัก

ช่วงเวลาเงียบงันผ่านไป.. ช่างมันเถอะ โมโมะพยายามจะเดินให้เร็วขึ้น แต่ผมไม่ยอมหรอก

 

“…..นี่..”

 

ผมขยับตัวเข้าใกล้โมโมะอีกเล็กน้อย มันเป็นเรื่องปกติ หลังจากโดนเธอแทงศอก

ชื่อที่เธอคิดว่าถูกต้องกลับกลายเป็นผิด ไม่แปลกหรอกที่เธอจะโมโหน่ะ

 

 

“เป็นอะไรไปน่ะ.. หือ?”

“เพราะนายคนเดียวที่ทำให้เกิดเรื่องแย่ๆ อย่างน้อยเราก็น่าจะสนิทกันขึ้นสิ...”

“มันไม่เกี่ยวว่าใครจะสนิทกับใครขึ้นหรอก แล้วนั่นอะไรน่ะ หือ.. เซ็ตโตะ?”

เซโตะดูพวกเราทะเลาะกันเพราะเรื่องจิ๊บจ๊อย แล้วหัวเราะดังลั่น

 

แม้ว่าผมจะเจอกับเขาเมื่อตอนเช้าวันนี้แล้ว เขาก็ไม่ได้ดูเหมือนเป็นคนไม่ดี หรืออะไรก็ตาม

เขาดูเป็นคนที่ใจกว้าง ยอมรับอะไรหลายๆอย่างที่เข้ามาในชีวิต

 

ตั้งแต่เซโตะเริ่มหัวเราะ พวกเราก็เข้าใจว่าเรื่องที่เราทะเลาะกันมันไม่มีความหมายเลย

ทำให้ความอับอายของพวกเราทั้งคู่อันตรธานหายไป

 

“โอ้…. คุณเซโตะ! พวกเราขอโทษที่เรียกชื่อนายผิดนะ แล้วก็.. มารีจัง ขอโทษที่ทำให้เธออารมณ์ไม่ดี…”

 

โมโมะขอโทษกับทั้งสองคน

 

 

 

มารีเงยหน้าขึ้นจากไหล่ของเซโตะแล้วบ่นพึมพำเบาๆ  “…ฉันเองก็คิดว่าชื่อ [เซ็ตโตะ] ก็ดูเท่ห์ดีเหมือนกันนะ”

 

เมื่อโมโมะได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกโล่งอกขึ้นเยอะ

 

“ยังไงก็เถอะ นายเองก็ดูแข็งแรงมากนะ ที่แบกคนไปมาท่ามกลางอากาศร้อนนรกแบบนี้ได้”

 

“เอ๋? ฉันทำงานพาร์ทไทม์เกี่ยวกับการแบกของน่ะ ดังนั้นแค่นี้เล็กน้อย แถมมารียังตัวเบาด้วย

ฉันแทบจะไม่เสียเหงื่อเลยด้วยซ้ำ”

 

โดยเฉพาะกับแขนผอมๆของผม คนที่อยู่แต่ในบ้านเหมือนกับเป็นยามเฝ้าบ้าน

ผมแทบจะอุ้มหรือแบกใครไม่ได้เลย

 

ถ้ามองในมุมผม ผมเห็นโมโมะมองมาที่พวกเราแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ แต่ผมจะทำเป็นไม่เห็นไปแล้วกัน

 

“แต่ว่านะ มารี ถ้าเธอไม่ยอมออกกำลังกายทุกวันล่ะก็ เธอก็จะเหนื่อยง่ายแบบวันนี้อีกนะ”

 

“อะ...อืม... งั้นฉันจะลองเดินตั้งแต่ตอนนี้ดูแล้วกัน..”

 

เพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ได้ออกจากบ้านมา มารีก็เริ่มเบื่อที่จะเดินเสียแล้ว

กลายเป็นเซโตะที่คอยแบกเธอไปไหนต่อไหนตลอดเวลา

ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปไหนมาไหนบ่อยเท่าไหร่

 

 

 

 

เสียงของจักจั่นร้องดังไปทั่ว... แถมดูเหมือนจะน่ารำคาญขึ้นกว่าเดิมด้วย

ตอนนี้พวกเราเดินออกมาไกลจากบริเวณตัวเมืองได้สักพักแล้ว

ดูเหมือนข้างทางจะมีป่าขึ้นมาแทนที่ตึกสูง และตอนนี้แทบจะไม่มีบ้านคนแล้ว

 

จริงๆแล้วพวกเราเดินออกมาไม่นานเท่าไหร่ แต่ทำไมรอบข้างถึงดูชนบทแบบนี้ล่ะ..?

ผมคิดว่ามันน่าจะเกิดแค่เมื่อวานนั่นแหละ แต่วันนี้ ผมรู้สึกได้ว่า เมืองมันกำลังเปลี่ยนแปลงไปแบบแปลกๆ…

 

หลังจากที่เมื่อวานมันเปียกโชกไปด้วยน้ำชา โมโมะก็หยิบมือถือที่ค่อนข้างจะเก่ากึกจะเรียกว่าใกล้พังก็ได้

ยังไงก็ตาม หลังจากนั้นเธอก็เอาเก็บใส่กระเป๋าที่มีซองดูดความชื้น ทำให้มันกลับมาใช้ได้อีกครั้ง

 

 

 

 

”แต่ฉันต้องขอโทษทุกคนจริงๆ เพราะฉันคนเดียว ทุกคนเลยต้องเดิน…”

โมโมะก้มหน้าพร้อมกับพูดเบาๆ

 

มันก็จริงถ้าเรานั่งรถบัสไปจะเร็วกว่า แต่  “ดวงตาเร้นลับ” ของคิโดะนั้นก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน ถ้าพวกเราขึ้นรถบัสที่มีคนพลุกพล่านล่ะก็ อาจจะทำให้พลังนั้นส่งผลออกมาได้  แน่นอนว่ามันอันตรายมาก พวกเราจึงเลือกที่จะเดินแทน

 

พวกเราวางแผนจะไปสวนสนุกบนดาดฟ้าของร้านค้าที่เราไปกันเมื่อวาน

ยังไงก็เถอะ ตามที่เมื่อวานมีการก่อการร้ายขึ้น ร้านค้านั้นมันคงยังไม่เปิดตอนนี้หรอก

ทำให้แผนนี้ยกเลิกไป

แม้ว่าเอเนะจะเอาแต่ใจตัวเอง แถมยังพูดว่า “ฉันอยากจะไปตอนนี้อ่า~!”
พวกเราจึงต้องหาสวนสนุกใกล้ๆ แทน

 

 

 

หัวหน้าของพวกเรา [คิโดะ] กำลังเดินมาพร้อมกับสมาชิกอีกคนในกลุ่ม [คาโนะ] เขาจะมาสายเล็กน้อย ดังนั้น พวกเราจึงจะไปสวนสนุกกันเท่าที่มี

 

ถ้าเป็นโมโมะ เธอมักจะใช้ถนนที่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมาเท่าไหร่
 ดังนั้นถนนเส้นนี้จึงปลอดภัย และยังหลบผู้คนได้ด้วย

 

“ ‘สวนสนุกนั่นสวยมากนะ แถมยังตั้งอยู่กลางป่าด้วย’ คุณคาโนะบอก

แต่เดี๋ยวนะ.. ก็อยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ!? ดูสิ พวกเราเห็นชิงช้าสวรรค์แล้ว!”

 

 

 

 

 

 “คิดๆ ดูแล้ว เอเนะจังค่อนข้างจะเป็นคนเงียบๆนะ เธอไม่ค่อยพูดกับใครเลย เธอสบายดีใช่มั้ย เป็นหวัดรึเปล่า?”

 

“เธอไม่อยากจะเสียพลังงานน่ะ เธอบอกว่า ถ้าถึงแล้วให้บอกเธอด้วย แค่นั้นแหละ”

 

ผมคิดว่าวันนี้เธอน่าจะกรี๊ดสนั่นพร้อมทำตัวน่ารำคาญเหมือนเคย เหมือนที่ปกติอย่างทุกวัน

แม้ว่าเธอมีจุดอ่อนที่น่าเซอร์ไพรซ์ขนาดนั้นก็ตาม

 

“เข้าใจล่ะ งั้นพวกเราค่อยปลุกเธอแล้วกัน เอาล่ะ.... อ๊ะ! นั่นหัวหน้านี่นา”

 

ประมาณสี่สิบเมตรข้างหน้า ใต้ป้ายสีแดงใหญ่ๆ ที่เขียนไว้ว่า “สวนสนุกธรรมชาติ”

พวกเราจึงหยุดพักเหนื่อยสักพัก ผมมองดูรสบัสที่จอดส่งคนเยอะแยะมากมาย มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ผมจำได้

 

“ใช่จริงๆด้วย! หวาา คนเยอะแยะเลย ฉันต้องโทรเรียกพวกเขาแล้วล่ะ!”

โมโมะดึงฮู้ดมาปิดหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มโทรศัพท์หาสองคนนั้น

 

“อ๊ะ สวัสดี หัวหน้าเหรอ? พวกเราอยู่ใกล้ๆ ประตูทางเข้าน่ะ… ใช่! นั่นแหละ

พวกเราจะรออยู่ตรงนี้นะ”

 

พอคุยโทรศัพท์จบโมโมะก็มองไปรอบข้าง ผู้คนกำลังทยอยออกจากรถบัส

แต่ยังไม่มีสักคนที่กำลังมุ่งตรงมาหาพวกเรา ทุกคนต่างเดินเข้าไปในสวนสนุกกันหมด

ระหว่างนั้น พวกเราก็เห็นคนสองคนเดินมาทางนี้

 

 

 

 

 

 

 

“เอาล่ะ ง่ายๆเลยนะ ด้วยพลังของคิโดะ พวกเราสามารถเล่นสนุกได้อย่างปกติใช่มั้ย?”

“ใช่แล้ว! ตามนั้นแหละ!”

 

เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้มเหมือนเด็ก โมโมะเปิดฮู้ดของเธอออก

 

-ผมยืนหอบเพราะเหนื่อยและร้อน แต่เจอเก้าอี้ช่วยชีวิตไว้ซะแล้ว

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ชินทาโร่... ใส่เสื้อแบบนั้นเพราะงั้นเอง..

#2 By tama on 2013-05-02 21:15

เพื่อนของชินทาโร่ที่ว่านั่น อายาโนะชัวร์ #ไม่มีคนอื่นอีกแล้วนี่..............
นายก็ใส่ตามที่เธอว่าซะด้วยนะ ฮิ้ววววววว
อีกอย่างคือ นายหื่น..................... //ไม่นะชินทาโร่.....
มารี นางดูน่ากลัวกว่าในเพลงจังเลย อันนี้แบบส่งออร่าทมึนใส่พวกชินทาโร่ด้วยอ่ะ 555555555555

#1 By Kurochan on 2013-04-19 23:45